Skip to main content More Related Content
PDF
PDF
PDF
ใบความรู้ที่ 1 ความเป็นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศ PPTX
1 ความเป็นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศ PDF
บทที่ 1 เทคโนโลยีสารสนเทศ DOC
ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ PPTX
เรื่องผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ PDF
13 เทคโนโลยีสารสนเทศกับสังคมของมนุษย์ What's hot
PDF
[ppt] ความเป็นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศ PPTX
สื่อเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ PDF
PPT
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร PPT
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร PPT
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร DOC
บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ PPT
PDF
Mk26 2 ppt กล -ม1 เทคโนโลย_สารสนเทศ DOC
บทบาทสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ PPT
บทที่ 1 ความหมายและบทบาทของสารสนเทศ PPTX
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร PPT
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการประชาสัมพันธ์ PDF
เทคโนโลยีสารสนเทศกับชีวิตประจำวัน PDF
D:\Social Media\เทคโนโลยีสารสนเทศ\ใบงานที่1บทบาทและความเป็นมาของสารสนเทศ PPTX
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ PDF
PDF
เทคโนโลยีสารสนเทศกับชีวิตประจำวัน PPTX
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร PPT
8.บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษาและการประกอบอาชีพ Viewers also liked
PPTX
PPTX
Shu dan pola manajemen koperasi PDF
Autodesk / Culture - Managment PPT
PDF
PPTX
Shu dan pola manajemen koperasi PPTX
PPTX
SHU dan pola manajemen koperasi PDF
PPTX
DOCX
Annex 3 - Cirriculum Vitae DOCX
Annex 3 - Cirriculum Vitae DOCX
Annex 3 - Cirriculum Vitae Similar to IT-11-42
PDF
PPT
PPT
เทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น PDF
PPTX
บทที่ 1 สารสนเทศเบื้องต้น เทคโนโลยีสารสนเทศประเภทต่าง ๆ PDF
PPT
PPT
บทที่ 1-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ PPT
บทที่ 1-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ PPT
บทที่ 1-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ PPT
บทที่ 1-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ PDF
Chapter 6 business technology management activities PDF
ผลกระทบจากเทคโนโลยีสารสนเทศ DOCX
PPTX
PDF
บทที่ 1-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ PPT
PDF
บทที่ 11 เทคโนโลยีสารสนเทศ PDF
โบทที่ 11 เทคโนโลยีสารสนเทศ PDF
IT-11-42
- 2.
นิยามเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
คาว่าเทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิด
ประโยชน์การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ และ
หาทางนามาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นค้าที่มีความหมายกว้างไกล เป็นคาที่เรา
ได้พบเห็นและได้ยินอยู่ตลอดมา
คาว่าสารสนเทศ หมายถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์มนุษย์แต่ละ
คนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นจานวนมาก เรียนรู้สภาพสังคมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์และ
วิชาการ
เมื่อรวมคาว่าเทคโนโลยีกับสารสนเทศเข้าด้วยกัน จึงหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้จัดการ
สารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การ
พิมพ์การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทา
ให้เกิดระบบการให้บริการ การใช้และการดูแลข้อมูล
เทคโนโลยีและสารสนเทศ
หมายถึง ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศใน
การดาเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง
ระบบสารสนเทศ(Information system)
- 3.
ระดับของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ
ระดับของผู้ใช้ระบบสารสนเทศแบ่งตามลักษณะการบริหารจัดการได้ 3 ระดับดังนี้
-ระดับสูง (Top Level Management) กลุ่มของผู้ใช้ระดับนี้จะเกี่ยวข้องกับ ผู้บริหารระดับสูง มี
หน้าที่กาหนดและวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อนาไปสู่เป้าหมาย โดยมีทั้งสารสนเทศภายใน และ
สารสนเทศภายนอก เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์โดยรวม ซึ่งระบบสารสนเทศในระดับนี้
ต้องออกแบบให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่มีความซับซ้อนหรือยุ่งยาก แสดงผลทางด้าน
กราฟฟิคบ้าง ต้องตอบสนองที่รวดเร็วและทันท่วงทีด้วยเช่นกัน
- ระดับกลาง (Middle Level Management) เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้งานระดับการบริหารและ
จัดการองค์กร ซึ่งมีหน้าที่รับนโยบายมาจากผู้บริหารระดับสูง นามาสานต่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่
กาหนดไว้ด้วยการใช้หลักบริหารและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสารสนเทศที่ใช้มักได้มา
จากแหล่งข้อมูลภายใน ระบบสารสนเทศจึงต้องมีการจัดอันดับทางเลือกแบบต่างๆไว้
- ระดับปฏิบัติการ (Operation Level Management) ผู้ใช้กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการ
ปฏิบัติงานหลักขององค์กร เช่น การผลิตหรือประกอบสินค้า งานทั่วไปที่ไม่จาเป็นต้องใช้การ
วางแผน ข้อมูลหรือสารสนเทศในระดับนี้ จะถูกนาไปประมวลผลในระดับกลางและระดับสูง
ต่อไป
- 4.
ประเภทของระบบสารสนเทศ
พิจารณาจาแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทางานในองค์กร จะแบ่งระบบสารสนเทศได้
เป็น 4ประเภท ดังนี้
1. ระบบสารสนเทศสาหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems) ช่วยสนับสนุนการทางานของ
ผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทารายการต่างๆขององค์กร วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อ
ช่วยการดาเนินงานประจาแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น
2. ระบบสารสนเทศสาหรับผู้ชานาญการ (Knowledge-level systems) ระบบนี้สนับสนุนผู้ทางานที่มีความรู้
เกี่ยวข้องกับข้อมูล วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนาความรู้ใหม่มาใช้และช่วยควบคุมการ
ไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร
3. ระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหาร (Management - level systems) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการ
ตรวจสอบ การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร
4. ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง
ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว
พิจารณาประเภทของระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทางานของผู้ปฏิบัติงาน/ผู้บริหารระดับต่างๆไว้ ดังนี้
1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS) เป็นระบบที่ทาหน้าที่ในการ
ปฏิบัติงานประจา ทาการบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
2. ระบบสานักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสานักงาน
หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทางานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก ระบบนี้จะ
เกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร
3. ระบบงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Systems - KWS) เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนบุคลากรที่
ทางานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนาไปใช้
ประโยชน์ในหน่วยงาน ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น
4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เป็นระบบสารสนเทศ
สาหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม
5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการ
ตัดสินใจสาหรับปัญหา ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน
6. ระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System -EIS) เป็นระบบที่สร้าง
สารสนเทศเชิงกลยุทธ์สาหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทาหน้าที่กาหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ
ซึ่งจาเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก
- 5.
พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศกาลังเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจาวัน สังเกตได้จากการนาคอมพิวเตอร์ส่วน
บุคคลมาใช้ในสานักงาน การจัดทาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่การใช้อุปกรณ์อานวยความสะดวกที่ประกอบด้วย
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แสดงว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เพื่อการคานวณและเก็บข้อมูลได้แพร่ไป
ทั่วทุกแห่ง เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสาคัญต่อขยายตัวของบริษัท มีผลต่อการ และมีผลต่อการประกอบกิจ
ในแต่ละวัน
ก่อนการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ประชากรโลกส่วนใหญ่จะยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นแกนหลัก มีเพียง
บางส่วนยึดอาชีพบริการและทางานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม พลเมืองในชนบท
เป็นจานวนมากละทิ้งถิ่นฐานเดิม จากการทาไร่ไถนามาทางานในโรงงานอุตสาหกรรม ทาให้เกิดการขยายตัวของ
ประชากรในภาคอุตสาหกรรมและการลดน้อยลงในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ผู้ทางานด้านบริการจะค่อย ๆ ขยับ
สูงขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อม ๆ กับการมีผู้ทางานด้านสารสนเทศ ที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นตลอดอย่างต่อเนื่อง
aเมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ช่วยงานสารสนเทศมากขึ้น เช่น เครื่องถ่ายสาเนาเอกสาร เครื่อง
พิมพ์ดีดไฟฟ้า เครื่องโทรสาร และเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ อาชีพของประชากรก็ปรับเปลี่ยนมาสู่งานด้าน
สารสนเทศมากขึ้น งานด้านสารสนเทศมีแนวโน้มขยายตัวที่ค่อนข้างสดใส เพราะเทคโนโลยีด้านนี้ได้รับการ
ส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยการพัฒนาค้นคว้าวิจัยให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกมาตอบสนองความต้องการ
ของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศจะค่อย ๆ กลายมาเป็นระบบรวม โดยให้เครื่องระบบหนึ่งทางาน
พร้อมกันได้หลาย ๆ อย่าง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากใช้ประมวลผลข้อมูลด้านบัญชีแล้ว ยังใช้งาน
จัดเตรียมเอกสารแทนเครื่องพิมพ์ดีด ใช้รับส่งข้อความหรือจดหมายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกล ซึงอาจ
อยู่คนละซีกโลกในลักษณะที่เรียกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สาหรับเครื่องถ่ายเอกสาร นอกจากจะใช้ถ่ายสาเนา
เอกสารตามปกติแล้ว อาจเพิ่มขีดความสามารถให้ใช้งานเป็นเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือเป็นเครื่องรับส่ง
โทรสารไปในตัว
การพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ด้านข้อมูล และ
การติดต่อสื่อสาร ผู้ใช้จึงต้องปรับตัวยอมรับและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมูลและ
การติดต่อสื่อสารซึ่งเป็นหัวใจสาคัญของการดาเนินธุรกิจจานวนมาก หากการดาเนินงานธุรกิจใช้ข้อมูลซื่งมีการ
บันทึกใส่กระดาษและเก็บรวบรวมใส่แฟ้ม การเรียกค้นและสรุปผลข้อมูลย่อมทาได้ช้า และเกิดความผิดพลาดได้
ง่ายกว่าการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยงานให้ง่ายสะดวกและรวดเร็ว
ขึ้น และที่สาคัญช่วยให้สามารถตัดสินใจดาเนินงานได้เร็ว และถูกต้องดีขึ้น
- 6.
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานรากที่รองรับ “สังคมสารสนเทศ” (Information
Society)ที่มี “สารสนเทศ” เป็นหัวใจสาคัญ เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถประยุกต์ใช้
ประโยชน์ในการจัดบริการสังคมพื้นฐาน ในขบวนการพัฒนาสังคม เช่น ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในการศึกษา ทางด้านสาธารณสุข การบริหารรัฐกิจ ฯลฯ เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนา
ประเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจโดยสามารถนามาประยุกต์ใช้ประโยชน์และเพิ่ม
ขีดสามารถในการแข่งขันทั้งภาคการผลิตและบริการ ภาคการเงินการคลังทั้งภายใน ประเทศ และ
เพื่อการส่งออก อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานด้านการศึกษา อันได้แก่การจัดเก็บข้อมูล
และประมวลผลฐานข้อมูล การพัฒนาระบบสารสนเทศช่วยการเรียนการสอน การวางแผนและ
การบริหารการศึกษา การวางแผนหลักสูตร การแนะแนวและบริการ การทดสอบวัดผล การ
พัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นที่นิยมประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน อาทิ
ระบบสารสนเทศช่วยในการเรียนการสอน
2. การสอนทางไกลผ่านดาวเทียม
3. การประชุมทางไกลระบบจอภาพ
4. ระบบฐานข้อมูลการศึกษา
5. ระบบสารสนเทศเอกสาร
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้าน
การศึกษา
- 7.
เทคโนโลยีสารสนเทศ จัดว่ามีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศของทุกประเทศก็ว่าได้ไม่
ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่กาลังพัฒนาเพราะแม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะยังไม่มีบทบาทโดดเด่น
ในการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการค้าในกลุ่มประเทศที่กาลังพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่ก็
มีความสาคัญอย่างยิ่งยวดในด้านการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้าน
การจัดให้บริการสังคมพื้นฐาน (การศึกษา และการสาธารณสุข ฯลฯ) ในการบริหารประเทศ และในการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเลือกใช้มัน
อย่างไร ในโลกปัจจุบันแรงผลักดันทางเศรษฐกิจมักจะมีบทบาทสูงในการกาหนดทิศทางของเทคโนโลยีเป็น
ที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก ในอนาคตธุรกิจ
บันเทิงจะเป็นธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่จะทาเงินให้แก่ผู้ประกอบการทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม
เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลอย่างสูงกับแนวความคิด ความอ่านของผู้คนในสังคม เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งที่ผู้
ร่วมบันเทิงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากผู้อื่นที่ร่วมอยู่ในวงบันเทิง และยอมรับสถานภาพว่าตนก็เป็นส่วน
หนึ่งของสังคมนั้นๆ การถ่ายทอดแนวความคิดระหว่างบุคคลในสังคมนั้นก็เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า วัฒนธรรม
นั่นเอง
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านสังคม
- 8.
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านการสื่อสารและ
โทรคมนาคม
เทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคมในปัจจุบันก้าวไกลไปมาก มีบริการมากมายที่ทันสมัยและ
ตอบรับกับการนามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินธุรกิจ ตัวอย่างการใช้โทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็มิไดมีไว้
เพียงสาหรับคุยสนทนาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแต่มันสามารถช่วยงานได้มากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูล
และการเปิดให้บริการของบริษัท มีติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งภาพและเสียง มีโทรศัพท์มือถือรุ่น
ต่าง ๆ ออกมามากมาย พัฒนาทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านสาธารณสุข
เทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการนามาใช้ในการพัฒนา ด้านสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง และทาให้งาน
ด้าน สาธารณสุขเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับระบบการบริหารงาน และ
นาเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในงานต่างๆ ดังนี้
- ด้านการลงทะเบียนผู้ป่วย ตั้งแต่เริ่มทาบัตร จ่ายยา เก็บเงิน
- การสนับสนุนการรักษาพยาบาล โดยการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ต่างๆ เข้า
ด้วยกัน สามารถสร้างเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์แลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ป่วย
- สามารถให้คาปรึกษาทางไกล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชานาญ เทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้ส่งข้อมูลที่
เป็นเอกสาร หรือภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของแพทย์ได้
-เทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถกาหนดนโยบาย และติดตามกากับการดาเนินงาน
ตามนโยบายได้ดียิ่งขึ้น
- ในด้านการให้ความรู้หรือการเรียน การสอนทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะดาวเทียม จะ
ช่วยให้การเรียนการสอนทางไกล ทางด้านการแพทย์และสาธารณะสุข เป็นไปได้มากขึ้นประชาชน
สามารถเรียนรู้พร้อมกันได้ทั่วประเทศและ ยังสามารถโต้ตอบหรือถามคาถามได้ด้วย
- 9.
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ
การศึกษานาเอาเทคโนโลยีที่เรียกว่า GIS(Geographic Information System) เข้ามาจัดเก็บและประมวลผล
ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ โดยกาหนดข้อมูลด้านตาแหน่งที่ตั้งบนผิวโลก (ground position) ซึ่งรวบรวม จาก
แหล่งต่างๆ ทั้งข้อมูลพื้นที่ แผนที่ รูปถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายทางดาวเทียม เพื่อนามาเป็นข้อมูลพื้นฐาน
ในการพัฒนาผังเมือง ประยุกต์ใช้งานทางด้านธรณีวิทยา การพยากรณ์อากาศและการควบคุม
สิ่งแวดล้อม
นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย
การศึกษาเมื่อ 19 มีนาคมพ.ศ. 2545 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ พ .ศ.2544 – 2553
ของประเทศไทยได้เสนอเป้ าหมาย ยุทธศาสตร์ และความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์กับการพัฒนาประเทศ
ไทยให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้เพื่อใช้และสร้างภูมิ ปัญญาของคนไทยที่จะทาให้ประเทศไทย
มีความแข็งแกร่งและความสามารถเพื่อใช้และสร้างภูมิปัญญาของคนไทยที่จะทาให้ประเทศไทยมีความ
แข็งแกร่งและความสามารถที่จะรับการท้าทายของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจใหม่ของสังคมโลกาภิวัฒน์
ได้อย่างเต็มที่
กรอบนโยบายมี 3 เรื่อง คือ
1. ความท้าทายในยุคโลกาภิวัฒน์
2. สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
3. ประเทศไทยในทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 21
- 10.
นโยบายฯ นี้มีสาระโดยรวมว่า เทคโนโลยีใหม่ที่รวมคอมพิวเตอร์สารสนเทศ และการสื่อสาร
(โทรคมนาคม) เรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communications
Technology หรือ ICT) ได้ก่อให้เกิดกิจรรมใหม่ๆ ในทางเศรษฐกิจและสังคมอันส่งผลต่อการดารงอยู่
และการพัฒนาของประเทศต่างๆ ในโลกที่แตกต่างจากอดีตอย่างมาก จนเป็นที่ยอมรับกันว่าใน
ศตวรรษที่ 21 (เริ่มจาก ค.ศ. 2001 หรือ พ.ศ. 2544เป็นต้นไป) จะเกิดเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจ
แห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ (Knowledge – based Learning Economy) และจะมีผลทาให้ประเทศไทย
ซึ่งมีทรัพยากรบุคคล อันมีความรู้เป็นพื้นฐานสามารถจะพัฒนาล้าหน้าประเทศอื่นๆ ที่ด้อยในส่วนนี้
อย่างมาก
กรอบนโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะทาให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสาคัญ 3 ประการ คือ
1. เพิ่มขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายในการเลื่อน
สถานภาพของประเทศไทยจากประเทศ ในกลุ่มผู้ตามมีพลวัต (dynamic adopters) อันดับต้นๆ ไปสู่
ประเทศ ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพเป็นผู้นา (potential leaders) อันดับต้นๆ โดยใช้ดัชนีผลสัมฤทธิ์
ทางเทคโนโลยีของสานักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นเครื่องมือประเมินวัด
2. เพิ่มจานวนแรงงานความรู้ของประเทศจากประมาณร้อยละ12 ของแรงงานทั้งหมดให้เป็นร้อยละ
30 ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของแรงงานความรู้ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD) ใน พ.ศ. 2544 ตามสถิติ
ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
3. พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเพิ่มสัดส่วนของมูลค่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการใช้ความรู้เป็น
พื้นฐานให้มีมูลค่าถึงร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)
จากวิสัยทัศน์และนโยบายดังกล่าว นาไปสู่การกาหนดกลยุทธ์การพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่สาคัญไว้5 กลุ่ม คือ
1. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e – Government)
2. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e – Commerce)
3. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e – Industry)
4. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e – Education)
5. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e – Society)