Skip to main content
WESTERN HISTORY II
BY AJ. NAN
อ.สรณีย์ สายศร
Thomas Hobbes : 1588 – 1679
เกิดในตระกูลสามัญชนที่เมืองเวสต์
ปอร์ต ประเทศอังกฤษ
ได้รับการศึกษาที่ มหาวิทยาลัยออกซ์
ฟอร์ด ในระยะแรกมีความสนใจใน
วรรณคดีและคณิตศาสตร์
หลังปี ค.ศ. 1637 ได้เดินทางได้
เดินทางไปยุโรป และกลายเป็น
สมาชิกของกลุ่มปัญญาชน ซึ่งมี
Rene Descartes ร่วมอยู่ด้วย
 อังกฤษในปี 1639 – 1640 อยู่ในระหว่างความสับสนและมีความ
เป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามกลางเมือง ฮอบส์กลับมาอังกฤษใน
บรรยากาศดังกล่าว ในช่วงนี้เขาได้เขียนความเรียงเรื่องแรก
เกี่ยวกับจิตวิทยาและการเมือง ชื่อ “The Elements of Law”
ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1640 จากนั้นเขาได้หนีไปฝรั่งเศส
 ในปี ค.ศ. 1646 เขาได้เป็นครูสอนผู้ที่จะกลายเป็นพระเจ้าชาร์ลส์
ที่ 2 ของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1951 เขาได้พิมพ์ “Leviathan” และ
เดินทางกลับมาอังกฤษในปีเดียวกัน ฮอบส์ได้เขียนงานทาง
ปรัชญาการเมืองและคณิตศาสตร์จนอายุ 91 (ค.ศ. 1679) อันเป็น
ปีที่เขาเสียชีวิต
 วิชาปรัชญาควรมีจุดมุ่งหมายที่การนามาปฏิบัติได้ >> ทาให้มนุษย์มี
อานาจเหนือธรรมชาติ ควบคุมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ >>
คุณค่าของวิชาการทั้งหลายอยู่ที่ทาให้มนุษย์มีอานาจ
 ปรัชญาของฮอบส์ เป็น “วัตถุนิยม หรือ สสารนิยม” (Materialism)
คือ เชื่อว่าสิ่งแท้จริงที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ มีอยู่ ๒ ชนิด คือ
 สสาร (matter) และพลังงานเคลื่อนไหวของสสาร (motion)
 สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏให้เราพบเห็นหรือรับรู้ได้นั้น เป็นปรากฏการณ์
ที่มีสาเหตุ ความรู้ในวิชาปรัชญา ก็คือความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ
(cause) และ ผล (effect) แห่งปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
 ปรัชญาศึกษาเฉพาะสิ่งที่มีตัวตน ฮอบส์ แบ่งเป็น ๒ ประเภท
 Natural bodies >> สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สสารวัตถุต่างๆ
 Commonwealth >> สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อันเกิดจากพันธสัญญา
ระหว่างมนุษย์
 วิชาปรัชญาจึงแยกเป็น ๒ ส่วน คือ
 ปรัชญาธรรมชาติ (Natural Philosophy)
 ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)
 ต้นกาเนิดของความรู้ได้จากผัสสะ หรือ ประสบการณ์
 จากประสบการณ์ทาให้เรารู้ถึงสิ่งที่ปรากฏหรือปรากฏการณ์
ต่างๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องใช้เหตุผลเพื่อจะได้รู้
สาเหตุแห่งปรากฏการณ์นั้นๆ
 การรับรู้ทางประสาทสัมผัสอาจบิดเบือนเราจากความเป็นจริงได้
 ความรู้ของเราทั้งหมดจึงเป็นความรู้แบบ “อัตนัย” (subjective)
>> เรารู้แต่สิ่งที่ปรากฏต่อเรา โดยที่เรากาหนดค่าให้มันด้วย ส่วน
ความเป็นจริงหรือวัตถุที่แท้จริงนั้น เรารู้ไม่ได้
 ฮอบส์ เชื่อว่า โลกนี้เป็นโลกแห่งวัตถุที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
(coporeal world in motion)
 ปรัชญาของฮอบส์ เป็น Materialism >> สิ่งที่แท้จริงมีเพียง ๒
อย่าง คือ สสารกับการเคลื่อนไหว (matter & motion)
 เราไม่สามารถศึกษาและเข้าใจถึงธรรมชาติของพระเจ้าได้ แต่เรา
ศึกษาโลกภายนอกได้ในฐานะที่มันเป็นโลกแห่งวัตถุที่มีการ
เคลื่อนไหวและปรากฏให้เรารับรู้ได้
 เนื้อหาของปรัชญา คือ การหาสาเหตุและผลของปรากฏการณ์
ต่างๆ เช่น การเกิดสิ่งเร้ามากระทบประสาทเป็นเหตุ >> เกิดการ
รับรู้เป็นผลตามมา
 ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือปราศจากสาเหตุ สิ่งต่างๆ ที่
เกิดขึ้นนั้น จะต้องเป็นผลของสาเหตุอันใดอันหนึ่ง
 สาเหตุที่เป็นสากลและเป็นสาเหตุแรกของทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือ
ความเคลื่อนไหว (motion) ซึ่งเป็นไปแบบกลไก (mechanics) คือ
เป็นไปตามกฎธรรมชาติ >> ถ้าเรารู้กฎนี้แล้ว เราจะมีอานาจใน
แง่ที่สามารถควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติได้
 ฮอบส์ มองเห็นทุกสิ่งเหมือนเครื่องจักรกล แม่แต่ร่างกายมนุษย์
>> ร่างกายมนุษย์ คือ เครื่องจักรกลแต่ละชิ้นที่มาสัมพันธ์กัน
อย่างละเอียดพิสดารและมีประสิทธิภาพสูง
 จิต เป็นสสารชนิดละเอียดอ่อน มีที่ตั้งอยู่ที่สมอง และอยู่ภายใต้
การเคลื่อนไหวแบบกลไก >> ความคิด และความรู้สึกรับรู้ต่างๆ
(consciousness) เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวในสมอง
 มนุษย์เปรียบเหมือนเครื่องจักรที่ทางานตามหลักกลศาสตร์ ทุกสิ่งถูก
กาหนดไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่ตายตัว >> “นิยตินิยม” (Determinism)
 จิตไม่มีเจตนารมณ์อิสระ (Free Will) แต่มีอานาจเพียงตอบสนองสิ่ง
เร้าจากภายนอกเท่านั้น
 สิ่งเร้าบางอย่างก่อให้เกิดความพอใจ (pleasure) ก็เรียกว่าเป็นสิ่งที่ดี
(good) ก็เกิดการตอบสนองด้วยความอยาก (appetite)
 สิ่งเร้าบางอย่างก่อให้เกิดความทุกข์ ความเจ็บปวด (pain) ก็จัดเป็น
สิ่งชั่วร้าย (evil) ก็เกิดการตอบสนองด้วยความเกลียด (aversion)
 ***ดังนั้น ทุกอย่างไม่ได้เกิดการตัดสินใจโดยเสรีของจิต แต่ขึ้นอยู่
กับสิ่งเร้า จิตมนุษย์เปรียบเสมือนเหล็ก ซึ่งอาจถูกแม่เหล็ก อันได้แก่
สิ่งเร้าดึงดูด หรือผลักได้
จากแนวคิดนี้ มนุษย์เปรียบเหมือนเครื่องจักร ไม่มีอิสระ
ในการเลือก >> ดังนั้น คนอันธพาล หรืออาชญากร ซึ่ง
ประพฤติผิดศีลธรรมนั้น ก็ไม่น่าจะมีความผิด เพราะไม่มี
เจตจานงอิสระ
คุณคิดอย่างไร? ^^
 จริยศาสตร์ของฮอบส์ อยู่ในแนว “อัตนิยม” (Egoism) >> การ
กระทาของมนุษย์ล้วนเป็นไปเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง
ทั้งสิ้น >> ทาสิ่งที่ตนพอใจ หลีกหนีสิ่งที่เกลียดชัง
 “มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว” >> แม้การกระทาที่ดูเหมือนเห็นแก่
ผู้อื่นนั้น ถ้าวิเคราะห์ให้ถึงแก่นแล้ว เป็นไปเพื่อตัวเองทั้งนั้น
อัตนิยมถือว่า ทุกการกระทาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ทั้งสิ้น ไม่มีใครทาอะไรโดยไม่หวังประโยชน์ไปถึงตน
 สาหรับฮอบส์ >> ความเห็นแก่ตัวไม่ใช่สิ่งที่น่าเหยียดหยาม
เพราะมนุษย์มีแรงกระตุ้นธรรมชาติที่จะต้องการสิ่งที่ดีสาหรับ
ตัวเองและหลีกหนีสิ่งที่เลว
 มนุษย์พยายามแสวงหาเงินและอานาจ เพราะเชื่อว่าจะนาไปสู่
ความสุข มนุษย์จะให้สิทธิหรืออานาจแก่ผู้อื่นได้ก็ต่อเมื่อแน่ใจได้
ว่า ตนจะได้รับอานาจและสิทธิมากขึ้นไปอีก
 “...เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มอบสิทธิของตนเองหรือปฏิเสธที่จะรับ
สิทธินั้น เขาย่อมหวังที่จะได้รับสิทธิบางอย่างเป็นการตอบแทน
หรือหวังที่จะได้สิ่งที่ดีสาหรับตนเอง เพราะการกระทานั้น เป็นการ
กระทาโดยเจตนา และการกระทาโดยเจตนาของทุกคน ย่อมมี
จุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดผลดีแก่ตนเอง” (Leviathan)
 การที่มนุษย์ร่วมกันมอบสิทธิของตนเอง จึงเป็นที่มาของ
สัญญาประชาคม (social contract)
 มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว.....ไม่เคยมีใครช่วยผู้อื่นด้วยความจริงใจ
....
 คุณคิดอย่างไร?
 ในชีวิต คุณเคยเสียสละ หรือช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจเพื่อเขา
จริงๆ หรือไม่
 มีสักครั้งไหมในชีวิต ที่คุณทาสิ่งใดเพื่อผู้อื่น โดยไม่นึกถึงตัวคุณเอง?
 ฮอบส์มีความคิดว่ามนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกับสัตว์อื่นๆ คือเป็น
ร่างกายที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ความรู้สึก ความปรารถนาและ
เจตจานงของมนุษย์ก็เป็นพลังงานทางกาย ไม่ใช่พลังงานทางจิต
 มนุษย์มีสิทธิโดยธรรมชาติเหมือนกับสัตว์อื่นๆ ในการที่จะฆ่าหรือ
ถูกฆ่าได้ เพราะคนที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถดารงชีวิต
รอดอยู่ได้ นี่คือความคิดของ “กฎธรรมชาติ” ที่ว่า “อานาจ” เป็นตัว
สร้างความชอบธรรมขึ้นมา
 เพราะในสภาพธรรมชาติ อะไรก็ตามที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ
ย่อมจะถูกทานองคลองธรรม >> ศีลธรรมเกิดจากการที่มนุษย์สร้าง
กฎหมายขึ้นมา และเห็นพ้องกันที่จะเชื่อฟังกฎหมายเพื่อความอยู่
รอดปลอดภัยของตนเอง >> นี่เป็นข้อแรกของกฎธรรมชาติ
 ทฤษฎีความคิดของฮอบส์สร้างระบบจริยศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บน
ความเห็นแก่ตัว หรือ การคานึงถึงประโยชน์ส่วนตนเป็นสาคัญ
 พลังธรรมชาติของมนุษย์ >> คนทุกคนมีพลังอานาจเท่าเทียมกัน >>
คนที่อ่อนแอทางร่างกาย ก็สามารถใช้ความฉลาดของเขาเอาชนะ
ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้
 สภาพธรรมชาติจึงเป็นสภาพของสงครามที่คนทาร้ายกันและกันได้
อย่างเสรี ทาให้ชีวิตและทรัพย์สินของคนตกอยู่ในสภาพอันตราย
อย่างยิ่ง
 ในสภาพธรรมชาติ คนอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว ยากจน หยาบช้า
โหดร้าย และมีอายุสั้น ที่ร้ายที่สุดก็คือ มีแต่ความกลัวภัยจากการถูก
ทาร้าย เพราะทุกคนอาจทาร้ายกันได้ด้วยสาเหตุต่างๆ กันไป ใน
สภาพธรรมชาติเช่นนี้ >> ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีบาป ไม่มีความยุติธรรม
หรืออยุติธรรม ไม่มีใครรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก
 ฮอบส์ เห็นว่า ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อปรับ
สภาพจากสภาพธรรมชาติมาเป็นสภาพการมีชีวิตอยู่ร่วมกันใน
สังคม เพราะเมื่อคนเห็นว่าสภาพธรรมชาติที่คนมีสิทธิเท่าเทียม
กันนั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเอง คนจึงแสวงหาการที่จะดารง
ไว้ซึ่งความสุข
 โดยการมาร่วมทาสัญญาประชาคม (Social Contract) ขึ้น โดยแต่
ละคนย่อมที่จะสละสิทธิโดยธรรมชาติ เช่น สิทธิที่จะทาร้ายฆ่าฟัน
คนอื่นๆ หรือขโมยทรัพย์สินคนอื่นๆ โดยทุกคนเต็มใจที่จะทา
ตามเช่นเดียวกัน
 สังคมมนุษย์จึงเกิดสัญญาประชาคม ซึ่งเป็นรูปแบบของกฎหมาย
บ้านเมือง มีการจากัดสิทธิเสรีภาพโดยสภาพธรรมชาติของมนุษย์
แต่ละคนด้วยการตกลงร่วมกัน
 ฮอบส์เห็นว่า โดยธรรมชาติมนุษย์มีทั้งอารมณ์ (passion) และ
เหตุผล (reason) อารมณ์ทาให้มนุษย์ตกอยู่ในภาวะสงคราม และ
อารมณ์ก็ทาให้มนุษย์เกิดความกลัวตาย ต้องการความสงบสุข
 แต่ “เหตุผล” จะทาให้มนุษย์รู้จักหลักเกณฑ์ที่จะนาไปสู่สันติภาพ
>> กฎธรรมชาติ (Natural Law)
 กฎธรรมชาติ คือ กฎแห่งศีลธรรม ซึ่งจะห้ามไม่ให้มนุษย์กระทาสิ่ง
ที่จะทาให้ชีวิตสูญสิ้น และพึงปฏิบัติในสิ่งที่เป็นไปเพื่อความยืนยง
ของชีวิต
 เพราะธรรมชาติของมนุษย์เต็มไปด้วยความละโมบ มีความโน้ม
เอียงจะประทุษร้ายกัน >> ดังนั้นจึงต้องมอบอานาจของตนเองให้
คนๆหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า...
 “องค์อธิปัตย์ (Sovereign) เป็นผู้ใช้อานาจแทนคนทั้งหมด และมี
สิทธิใช้อานาจสูงสุด ผ่านการรับมอบโดยการทาสัญญาประชาคม
 องค์อธิปัตย์ มีอานาจในการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย
มีอานาจอย่างสมบูรณ์ มีหน้าที่รักษาความสงบภายใน
 จุดมุ่งหมายของปรัชญาการเมืองของฮอบส์
 “...เป็นไปในรูปส่งเสริมอำนำจของพระมหำกษัตริย์ หลักปรัชญำ มุ่งที่
จะให้รัฐบำลมีอำนำจสมบูรณ์ (Absolute Government) ซึ่งฮอบส์
หมำยถึง สมบูรณำญำสิทธิรำช (Absolute Monarchy) พยำมแสดงให้
เห็นว่ำกำรปกครองโดยมีพระมหำกษัตริย์ทรงมีอำนำจสมบูรณ์นั้น เป็น
ระบอบที่มั่นคงและมีระเบียบเรียบร้อยที่สุด...” (?)
 ในกรณีที่รัฐ ประสบความล้มเหลว ไม่สามารถบรรลุเป้ าหมาย
ที่ตั้งไว้ได้ ประชาชนก็ต้องแข็งข้อต่อองค์อธิปัตย์ได้โดยการปฏิวัติ
>> จะทาให้ประชาชนกลับคืนสู่สภาพธรรมชาติที่น่ากลัวอีก
Leviathan or The
Matter, Forme and
Power of a Common
Wealth Ecclesiasticall
and Civil—commonly
referred to as
Leviathan—is a book
written by Thomas
Hobbes and published
in 1651. Its name
derives from the
biblical Leviathan
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม
Created by
padvee